วันแรก สนามบินสุวรรณภูมิ
22.00 พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 9 เคาเตอร์ T สายการบินอิมิเรสต์ เจ้าหน้าที่บริษัท ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินท์
วันที่สอง ดูไบ - ซิดิ บูซาอิด - แกมมาร์ธ - ตูนิส
02.00 ออกเดินทางโดยเที่ยวบินที่ EK377 เพื่อบินสู่สาธารณรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชม. เวลาที่ดูไบจะช้ากว่าประเทศไทย 3 ชม.
06.00 ถึงสนามบินนานาชาติดูไบ นำท่านต่อเครื่องบินเที่ยวบิน EK747
08.40 เครื่องบินออกสู่ประเทศตูนิเซีย ใช้เวลาบินประมาณ 6 ชม.
12.35 ถึงสนามบินคาร์เธจ เมืองตูนิส ประเทศตูนิเซีย ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
จากนั่นได้เวลาเดินทางต่อสู่ เมืองซิดิ บูซาอิค ห่างจากตัวเมืองไม่นานประมาณ30นาที หมู่บ้านสีฟ้าและสี ขาวน่ารัก บนหน้าผาที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แสนงดงามของอ่าวตูนิส มี ตำนานเล่าขานไว้ว่านักบุญหลุยส์ผู้ซึ่งเสร็จจากศึกสงครามได้มาถึงที่แห่งนี้ ได้ตกหลุมรักกับเจ้าหญิงเบอร์ เบอร์ และได้อาศัยอยู่อย่างสงบสุข จึงได้เปลี่ยนชื่อและกลายจากนักบุญมาเป็นผู้อุปถัมภ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ นำท่านเยี่ยมชมหมู่บ้านที่มีมนต์เสน่ห์และเรื่องราวที่แสนสุขสันต์ //ได้เวลานำท่านเข้าสู่ที่พัก
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ภัตตคารท้องถิ่น
ได้เวลาพอสมควร นำท่านเดินทางสู่เมืองตูนิส
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ
พักที่ ...........หรือเทียบเท่า
วันที่สาม ตูนิส – ดุกก้า – ไครวน
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองดูกก้า โดยใช้เวลาประมาณ2ชั่วโมง..เพื่อชมโบราณสถาน ของเมืองดูกก้า หรือ ตุกก้า แหล่งโบราณคดีที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997
นำท่านชมและเก็บบันทึกภาพเมืองโรมันโบราณในพื้นที่ 65 เฮคตร้า ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นเมืองโบราณยุคสมัยโรมันที่คงความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอัฟริกาเหนือแต่เมื่อเผ่าชนชาวแวนดัล ได้รุกรานเข้ามาโจมตีปล้นสะดม ผู้คนได้อพยพหลบหนีออกจากดูกก้าทิ้งให้รกร้างไร้ผู้คน หลงเหลืออยู่เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ด้านหลังของภูเขา ทำให้เมืองดูกก้ากลายเป็นเมืองร้าง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
จากนั่น ออกเดินทางสู่ เมืองไครวน หรือคารวาน เดินทางประมาณ2ชั่วโมงในภาษาเปอร์เซียเป็นอดีตเมืองหลวง ของแม็กห์เร็บ เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมอิสลามที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เป็นเมืองที่ก่อตั้งโดยชาวอาหรับราวปี ค.ศ. 670 ในรัชสมัยของพระเจ้ากาหลิบ มูวิยา และได้กลายเป็นศูนย์กลางในการสอนศาสนา อิสลามและคัมภีร์กุรอาน เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่ 4 รองจากเมืองเม็กกะ, เมืองเมดิน่า และเมืองคูฟา และเมืองไครวนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองแห่ง 50 มัสยิด มีสำคัญทางศาสนาในแถบอัฟริกาเหนือ และยังเป็นศูนย์กลางของพรมทอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในตูนีเซีย มีเอกลักษณ์ในเรื่องศิลปะการใช้เรขาคณิตเบอร์เบอร์ในการออกแบบพรมที่มีความเป็นเลิศ และได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับช่างทอพรมของเมืองเป็นอย่างมาก
เย็น รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
พักที่ ................................หรือเทียบเท่า
วันที่สี่ ไครวน – สบีทลา – โทเซอร์
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใน เมืองไครวน...ชม สระน้ำอักห์ลาไบท์ชมที่สร้างขึ้นโดยผู้นำชาวอักห์ลาไบท์ สระกักเก็บน้ำเพื่อส่งป้อนเข้าสู่ตัวเมือง เป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงทักษะความสามารถของคนในศตวรรษที่ 7 ที่สามารถพัฒนานำระบบไฮโดรลิกมาใช้งานทดน้ำเพื่อการประปา
แล้วนำท่านชม สุสานของซิดิ ซาห์อับ หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นมัสยิดของช่างตัดผม เป็นเสมือนอนุสรณ์สถานของศตวรรษที่ 17 หลุมฝังศพ โดม และอาคาร สร้างขึ้นโดย บีย์ มูราดิด ฮัมมูดา ปาชา (บีย์คือชื่อตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร หอมินาเรต หรือหอคอยยอดแหลม และห้องเรียนห้องสอนศาสนา สร้างโดยบีย์ มูราด ที่ 2 มัสยิดแห่งนี้เป็นที่เคารพบูชาของ อาบู ซามา อัลบาลาวี ผู้นำศาสนาอิสลามที่รู้จักกันอย่างดีในนาม ซาดิ ซาห์บี สหายขององค์ศาสดามูฮัมมัด ซึ่งเคยประกอบอาชีพช่างตัดผมและได้เก็บเครา 3 เส้นของพระศาสดามูฮัมมัดไว้ในกระเป๋าและติดตัวโดยตลอด จึงนำชื่อของท่านมาใช้กับมัสยิดแห่งนี้ ท่านจะได้ชมศิลปะการตกแต่งด้วยเซรามิก และปูนสทัคโค ที่งดงามตั้งแต่ระเบียงทางเดินภายใต้หลังจนถึงห้องหอด้านใน นำท่านสู่ด้านในของกำแพงเมืองเก่าย่านเมดิน่า
ชม สุเหร่าอัคบา ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 817 จากมัสยิดเดิมที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 670 โดย อัคบา อินาฟิ เพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมฉลองการมีชัยชนะเหนือคริสเตียนไบเซนไทน์ ถึงแม้จะไม่หลงเหลือร่องรอยของสิ่งก่อสร้างอาคารดั้งเดิมในศตวรรษที่ 7 แต่มัสยิด ซิดิ อัคบา แห่งนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นมัสยิดแรกและในเมืองแรกของศาสนาอิสลามในโลกอิสลามตะวันตก ความใหญ่โตของการก่อสร้าง คอลัมน์เสาหินแกรนิตจำนวน 414 ต้น ค้ำตัวอาคารที่เปรียบเสมือนดั่งกำแพงสี่ด้านกว้าง 70 ยาว 125 เมตร ล้อมรอบลานหินกว้างด้านหน้าเป็นหอคอยสามชั้นที่สูงใหญ่โต และอาคารมัสยิดหลังคาโดมที่ห้องโถงใช้สำหรับทำละหมาดสวดมนต์อาคารแสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรมชั้นสูงของโลกอิสลามตะวันตก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
นำท่านเดินทางสู่ เมืองสไบทลา เดินทางประมาณ1.30ชั่วโมง เมืองโรมันโบราณ และเมือง อารยธรรมเก่าแก่ของพิวนิกที่บรรดาซากปรักของสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 7 และได้รับการดูแลเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สุดในตูนีเซีย สบีทลา ผู้ปกครองเมืองได้ประกาศอิสระภาพ พ้นจากการอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรคริสเตียนไบเซนไทน์ แล้วยกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ พร้อมกับสถาปนาสบีทลาขึ้นเป็นเมืองหลวงแทนคาร์เธจ ในปี ค.ศ. 646 หลังจากได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังอาหรับมุสลิมตะวันออกอย่างลับๆ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 642 แต่กระนั้นก็ได้จุดประกรายการเริ่มต้นของการสิ้นสุดของคริสเตียนในตูนีเซีย
แล้วนำท่านชมสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีในยุคสมัยโรมัน ที่สามารถบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตกาลได้เป็นอย่างดี จากซากปรักที่คงรูปทรงหลงเหลือให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นกำแพงซุ้มประตู ป้อมปราการ โรงละครกลางแจ้ง ศาลากลาง โบสถ์คริสเตียน ห้องอาบน้ำ และทางเดินที่ปูลาดรายเรียงด้วยก้อนหิน
เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้ว จากนั่นเดินทางต่อสู่เมืองโทเซอร์ TOZEUR
เย็น รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
พักที่...................................หรือเทียบเท่า
วันที่ห้า โทเซอร์ - นั่งรถ 4x4 ชมโอเอซิส - ซาฮาร่า - เชบิกา - ทาเมอร์ซา - มิเดส – ดูซ
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านโดยสารรถขับเคลื่อน 4 ล้อสู่โอเอซิส 3 แห่งที่กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในโอเอซิสที่สวยงามมากที่สุด ได้แก่ เชบิกา ทาเมอร์ซา และมิเดส ให้ท่านได้เก็บภาพทะเลทรายและภาพโอเอซิสที่ให้ความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงพื้นที่และผู้คนอย่างยาวนาน เชบิกา ตั้งอยู่ที่เชิงเขาเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Qasr EL - Shams หรือปราสาทแห่งดวงอาทิตย์ ในยุคสมัยโรมันเป็นที่ตั้งของด่านหน้า
และต่อมาเป็นที่ลี้ภัยองชาวเบอร์เบอร์ เป็นโอเอซิสภูเขาภายใต้ร่มเงาของต้นปาล์มอินทผลัม มีแหล่งน้ำ น้ำตก และลำธารหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้น ทาเมอร์ซา โอเอซิสภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในตูนิเซีย และมีเมืองอยู่รอบนอกบริเวณเชิงเขา เต็มไปด้วยภูมิทัศน์ของแคนย่อน ขุนเขาสูงชันแปลกตา กำแพงผาเป็นหินโค้ง
มีน้ำพุที่ก่อตัวเป็นธารน้ำตกสองสายไหลหลั่งจากผาหินสีอมชมพูลงสู่หุบเบื้องล่าง สร้างความชุ่มชื้นต่อพืชพันธุ์ทำให้เจริญเติบโตแลดูสดชื่นเขียวขจีไปทั่งบริเวณ มิเดส โอเอซิสที่ถูกขนาบด้วยเขาลักษณะแคนยอนที่ถูกกันเซาะโดยสายน้ำในช่วงอดีตดึกดำบรรพ์ 2 ลูก เป็นแนวผาหินสีชมพูรูปทรงสวยงามมีความยาวถึง 3 กิโลเมตร สร้างความงดงามของภูมิทัศน์ธรรมชาติ และมีภัยธรรมชาติอันเกิดจากอุทกภัยในปี ค.ศ. 1969 เช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับทาเมอร์ซา ได้ทำลายหมู่บ้านเก่าที่บ้านก่อด้วยอิฐฉาบโคลนไปสิ้น จึงต้องไปตั้งถิ่นฐานใหม่ไปสร้างบ้านสีขาวกระจัดกระจายท่ามกลางเนินเขาสูงเหนือหุบลึก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น
จากนั่นเดินทางต่อสู่ เมืองดูซ เมืองที่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศฯ ต้นทางของเส้นทางซาฮาร่าของกองคาราวานจึงเสมือนเป็น“ประตูสู่ซาฮาร่า"
พิเศษ นำท่านขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกบนเนินทะเลทราย
พิเศษ นำท่านขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกบนเนินทะเลทราย
นำท่านสู่โรงแรมที่พักในเมืองดูซ พักค้างคืนที่โรงแรม.............................หรือเทียบเท่า
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
วันที่หก ดูซ - แมทมาท่า - ตูจาน - สแฟกซ์
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมฯ พร้อมเช็คเอ้าท์
ต่อจากนั้นนำท่านออกเดินทางต่อไปยัง เมืองแมทมาท่า เป็นเมืองขนาดเล็กที่ยังคงมีชาวเบอร์เบอร์อาศัยอยู่บางส่วนในถิ่นที่อยู่อาศัยโครงสร้างใต้ดินแบบดั้งเดิมโทรโกลไดด์ โครงสร้างดังกล่าวคือการขุดหลุมขนาดใหญ่เป็นปล่องลึกลงไปในพื้นดินและหินราว 5 – 10 เมตร จนเกิดเป็นลานกว้าง จากนั้นขุดเจาะตามแนวกำแพงปล่องเป็นโพรงถ้ำเพื่อใช้เป็นห้องพัก และห้องต่างๆ โดยมีทางเดินแคบๆ เชื่อมต่อกัน มีบันไดทอดเทียบเพื่อลงไปสู่ลานบ้านหลุม และสามารถจัดเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันภายในโรงแรม
บ่าย นำท่านชม บ้านหลุมโทรโกลไดท์ ที่โด่งดัง บางหลุมถูกใช้เป็นฉากสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Star Wars มหากาพย์ที่โด่งดัง เดินทางต่อสู่เมืองเมดินีน Medenine ในอดีตเป็นที่ตั้งกองกำลังจากเยอรมันและมาเป็นที่อยู่ของชาวเบอร์เบอร์ต่อมาคำว่าเมดินีนในภาษาเบอร์เบอร์สร้างแบบห้องๆด้วยดินเหนียว เรียกห้องๆแบบนี้ว่า กอร์ฟา Ghorfas ปัจจุบันยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเบอร์เบอร์ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ Star Wars
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย นำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองสแฟกซ์ ระหว่างทางแวะถ่ายรูปที่ เมืองตูจาน (Toujane) หมู่บ้านชาวเบอร์เบอร์ที่ตั้งอยู่บนสองฟากของภูเขาที่แทงยอดสูงชะลูดเสียดฟ้า ถ่ายรูปสิ่งก่อสร้างที่ก่อขึ้นด้วยหินภูเขาในสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ในหมู่บ้านแห่งนี้ ท่านจะประทับใจกับวิวทิวทัศน์มุมมองจากหมู่บ้าน ที่มีสายน้ำต้นปาล์มอยู่มากมาย
ได้เวลาเดินทางต่อสู่ เมืองสแฟกซ์ ประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองสแฟกซ์ถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงรองจากเมืองตูนิส เมืองที่ติดท่าชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สำคัญ สร้างขึ้นราวในปี ค.ศ.849 บนบนซากปรักของเมืองโบราณเก่า ปัจจุบันเป็นเมืองสำคัญทางการค้า เศรษฐกิจของตูนีเซียอย่างมาก หลังจากนั้นนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่..............................................หรือเทียบเท่า
วันที่เจ็ด สแฟกซ์ – เอล เยม – ฮัมมาเหม็ด
เช้า รับประทานอาหารเช้าพร้อมเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม
นำท่านสู่ เมืองเอล เยม เมืองเล็ก ๆทางตะวันออกของประเทศ เป็นอดีตเมืองโรมัน ที่เป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดในทวีปอัฟริกาต่อจากคาร์เธจ ซากปรักของอัฒจันทร์โคลอสเซี่ยมที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 230 หรือกลางศตวรรษที่ 3 เป็นโคลอสเซี่ยมที่ใหญ่โตพอ ๆกับโคลอสเซี่ยมในกรุงโรม โดยมีความกว้าง 122 เมตร ยาว 148 เมตร สูง 35 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ถึง 35,000 คน ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
นำคณะออกเดินทางสู่ เมืองฮัมมาเมต สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ติดอันดับต้น ๆของตูนีเซีย ฮัมมาเมต เป็นเมืองชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยอดนิยมของชาวตูนิเซีย ซึ่งมีหาดที่มีทรายละเอียด น้ำทะเลเป็น ประกาย เรือประมงสีสดใส เหมาะแก่การเดินเล่นริมชายหาด แวะเที่ยวชมจัตุรัสเมดิน่าที่มีกำแพงและ ป้อมปราการล้อมเป็นฉากหลังแต่ด้านในมีร้านค้า ร้านกาแฟ งานของฝากสินค้าพื้นเมืองมากมาย ได้เวลาเดินทางต่อสู่เมืองฮัมมาเหม็ดค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่...............หรือเทียบเท่า
วันที่แปด ฮัมมาเหม็ด - นาเบล - ตูนิส
เช้า รับประทานอาหารเช้าพร้อมเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่เมืองหลวง เมืองตูนิส โดยผ่านเมืองนาเบล เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการทำเครื่องปั้นดินเผาเซรามิคลวดลายต่างๆและส่งขายทั่วทั้งประเทศตูนีเซีย ที่นี่จะมีสาธิตวิธีการเขียนลวดลายบนลงงาน กระเบื้องทั้งหมด ได้เวลาเดินทางกลับสู่เมืองตูนิส
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
นำท่านชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติบาร์โด เป็นที่เก็บรวบรวมรูปปั้นหินอ่อน กับ โมเสก ในยุคโรมันที่ใหญ่ที่สุดและทรงเกียรติที่สุดในโลก รวมถึงโบราณวัตถุจากยุคฟินิเชีย กรีก และอิสลามด้วย ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพเจ้าและจักรพรรดิโรมัน ที่พบในแหล่งโบราณคดีต่างๆ
นำท่านเดินเล่น ชมบรรยากาศ ณ ย่านเมืองเก่าเมดิน่าในตูนิส ผ่านชมเมืองตูนิสได้แก่ Gate of France ประตูเมืองฝรั่งเศส, เมดิน่า ,สถานทูตฝรั่งเศส และโบสถ์คาธอลิค ตั้งอยู่บนถนน Habib Bourguiba ใจกลางเมืองตูนีส อิสระให้ท่านเดินเล่นถ่ายรูปและช้อปปิ้งในเมืองเก่า
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม พักที่..................................................หรือเทียบเท่า
วันที่เก้า คาร์เธจ - ย่านเมดิน่า เมืองตูนิส – ดูไบ
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองคาร์เธจ นำท่านเดินทางโดยรถโค้ชสู่เมืองคาร์เธจ ในยุคกรีกโบราณคือนครคาร์เธจที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวฟินิเซีย ตั้งอยู่บนแหลมบริเวณเวิ้งอ่าวตูนิส ทำให้ได้เปรียบในด้านการเดินเรือ การค้าทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สำคัญเป็นจุดส่งผ่านขึ้นเรือทุกลำที่จะข้ามทะเลสู่เกาะซิซีลี แต่นครคาร์เธจได้สูญสลายการพ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมันในสงครามพิวนิกที่โรมันได้เผาทำลายนครคาร์เธจจนสิ้นซาก ดังนั้นจึงเป็นเพียงตำนานเล่าขานของนครคาร์เธจเท่านั่น ในเวลาต่อมาโรมันได้กลับมาสร้างเมืองคาร์เธจให้โชติช่วงขึ้นใหม่บนซากปรักหักพัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ โรงละครวิลล่า และห้องอาบน้ำ
12.00 รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น
ได้เวลานำท่านเดินทางสู่สนามบิน
14.55 ออกเดินทางจากตูนิส โดยเที่ยวบินที่ EK748
23.30 ถึงสนามบินดูไบ **เปลี่ยนเครื่อง
วันที่สิบ ดูไบ – กรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ)
03.50 ออกเดินทางจากสนามบินดูไบ โดยเที่ยวบินที่ EK376
12.55 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ