ทัวร์ปากีสถานตอนใต้ การาจี ไฮเดอราบัด ซัคเกอร์ โมเหนโจ ลาฮอร์

ไฮไลท์ทัวร์

เที่ยวโบราณสถานอดีตเมืองประวัติศาสตร์ที่ได้รับมรดกโลก ปัจจุบันกลายเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของปากีสถานตอนใต้ เยือนเส้นทางรอยประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาแคว้นคันธาระ ชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปากีสถาน ชมสุสาน มาคริ สุสานที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน ชมเมืองโบราณและพิพิธภัณฑ์โมเฮนโจ ดาโร ชมสุสานบีบี จาวานดิ มรดกโลก ชมพิพิธภัณฑ์เมืองลาฮอร์

กำหนดวันเดินทาง

ช่วงวันเดินทางราคาต่อท่านพักเดี่ยวเพิ่ม
6 ต.ค. 69 - 14 ต.ค. 69 79,900.- 15,000.-
20 ต.ค. 69 - 28 ต.ค. 69 84,900.- 18,000.-
10 พ.ย. 69 - 18 พ.ย. 69 84,900.- 18,000.-
1 ธ.ค. 69 - 9 ธ.ค. 69 85,900.- 20,000.-
27 ธ.ค. 69 - 4 ม.ค. 70 89,900.- 22,000.-

รายละเอียดทัวร์

วันแรก กรุงเทพฯ  – การาจี 

16.00 น. คณะพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ROW D เจ้าหน้าที่บริษัทฯ ให้การต้อนรับ

19.00 น. ออกเดินทางโดย TG341  สู่เมืองการาจี เมืองหลวงของจังหวัดซินด์และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า มีท่าเรือขนาดใหญ่มากไปกว่านั้นเมืองนี้ยังได้ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งนครหลวงของโลก ในแถบเอเชียใต้อีกด้วย 

22.00 น. ถึงสนามบินจินนาห์ เมืองการาจี นำท่านผ่านตรวจคนเข้าเมือง

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม ……………….ระดับ 5 ดาว*

วันที่สอง       พิพิธภัณฑ์แห่งชาติการาจี– ทัตตา – ไฮเดอราบัด 

06.30 น. รับประทานอาหารเช้า ภายในโรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์

07.30 น. เดินทางเที่ยวชมเมืองการาจี ตั้งอยู่ในแคว้นสินธ์ ติดทะเลอาหรับเป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อค้าขายและอดีตการาจีเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 ถึง 1959

ปัจจุบันเมืองหลวงได้ย้ายไปที่เมืองราวาปินดิ เมืองการาจีเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ส่งผลให้เมืองยังคงมีสถานที่ต่างๆ ที่มีการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษ ปัจจุบัน การาจี เป็นเมืองหลักในด้านอุตสากรรมหนักท่าเรือ และเทคโนโลยี

นำท่านถ่ายรูปด้านนอกมหาวิหารเซนต์แพทริก เป็นที่ตั้งของอัครสังฆมณฑลโรมันคาทอลิกแห่งการาจี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองการาจี โบสถ์แห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1881 และสามารถรองรับผู้มาสักการะได้ 1,500 คน ด้านหน้ามหาวิหารมีอนุสาวรีย์พระคริสต์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ สร้างขึ้นระหว่างปี 1926 ถึง 1931 

ถ่ายรูปด้านนอกพิพิธภัณฑ์มูฮัมหมัด อาลี จินนาห์ ผู้ก่อตั้งประเทศปากีสถาน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ โมเสส โซมาเก อดีตที่พักและต่อมาอาคารนี้ถูกรัฐบาลปากีสถานเข้าครอบครองในปี 1985 และดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์

นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติปากีสถาน ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์ “เฟรียฮอล” ขึ้นชื่อเรื่องคอลเล็คชั่นเหรียญโบราณเกือบหกหมื่นเหรียญ รูปปั้นโบราณสภาพสมบูรณ์มากมาย รวมไปถึงหนังสือและเอกสารโบราณหลายหมื่นชิ้น

จากนั้นเดินทางสู่เมืองทัตตา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองการาจีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 98 กิโลเมตร เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เมืองทัตตาเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจังหวัดสินธ์ของปากีสถาน เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงในยุคกลางของสินธ์ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก มีชื่อเสียงจากสุสานมาคลีอันยิ่งใหญ่และมัสยิดชาห์จาฮานอันงดงามในศตวรรษที่ 17

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านเยี่ยมชมสุสาน มาคริ  สุสานที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 15 ตารางกิโลเมตร บรรจุโลงศพประมาณ 500,000 โลง ประกอบด้วยหลุมฝังศพและสุสานนับแสนแห่ง ของพระมหากษัตริย์และรัฐมนตรีสร้างเป็นสักขีพยานในสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสมัยโมกุลสุสานอันงดงาม  และที่นี่ยังได้รับให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ซึ่งแสดงถึงสถาปัตยกรรมอิสลาม การแกะสลักหิน และงานกระเบื้องเคลือบที่สืบทอดมามากกว่า 500ปี 

จากนั้นถ่ายรูปด้านนอกมัสยิดชาห์จาฮาน สร้างขึ้นตามพระราชดำรัสของจักรพรรดิชาห์จาฮานแห่งราชวงศ์โมกุล (ผู้สร้างทัชมาฮาล) สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านโดม 93 แห่งและงานกระเบื้องสีน้ำเงินและขาวที่ซับซ้อนซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเสียง

ได้เวลาเดินทางต่อสู่เมืองไฮเดอราบัด ประมาณ 2 ชั่วโมง

ค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม ...........ระดับ 4 ดาวท้องถิ่น

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

วันที่สาม ไฮเดอรราบัด – คอท ดิจิ - ซัคเกอร์  

เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯพร้อมเช็คเอ้าท์

นำท่านเที่ยวชม เมืองไฮเดอราบัด แปลตรงตัวว่า "เมืองสิงโต" มาจากคำว่า haydar ซึ่งหมายถึง "สิงโต" และ Abad ซึ่งเป็นคำต่อท้ายที่บ่งบอกถึงการตั้งถิ่นฐาน ดังนั้นหมายถึง เมืองที่มีความกล้าหาญโดยให้สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญของนักรบที่ชื่ออาลี 

ได้เวลาเดินทางต่อสู่ป้อม คอทดิจิ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านเที่ยวชมป้อม คอทดิจิ สร้างในยุคทาลพอร์ Talpurs ที่เรืองอำนาจมีการสร้างช่องที่ใช้สำหรับตั้งปืนใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่ถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาในปี 1785-1795 ในยุคโบราณสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่องน้ำโบราณของแม่น้ำสินธุ ความยาว 15 ไมล์ (25 กิโลเมตร) ป้อมนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองไครเปอร์ ประกอบด้วยกำแพงหินเศษหินหรืออิฐ ปัจจุบันรอบๆป้อมจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่น

จากนันนำท่านเดินทางต่อสู่เมืองซัคเกอร์

ค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม........... ระดับ 4 ดาวท้องถิ่น

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม  พักที่นี่ 2 คืน

วันที่สี่    ซัคเกอร์  – โมเฮนโจ ดาโร – ซัคเกอร์ 

เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯ 

นำท่านเดินทางสู่ เมืองโมเฮนโจ ดาโร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

เมืองที่ได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลก เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

จากนั้นนำท่านเที่ยวชมเมืองโบราณและพิพิธภัณฑ์โมเฮนโจ ดาโรดินแดนแห่งอารยธรรมอินเดียโบราณหรืออารยธรรมลุ่มแม้น้ำสินธุ จัดเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ดินแดนบริเวณนี้ประมาณ 3,000-2,500 ปีก่อนคริสตกาล จัดเป็นแหล่งอารยธรรมเมืองแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ

จากการขุดค้นพบ “เมืองโมเฮนโจดาโร ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งนี้ พบว่ามีความเจริญอย่างยิ่งในด้านการวางผังเมือง เพราะมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบระเบียบ มีระบบท่อระบายน้ำ มีสระขนาดใหญ่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหลักฐานที่ค้นพบจัดเป็นอารยธรรมยุคโลหะเป็นสังคมเมือง ป้อมปราการขนาดมีการวางผังเมือง ตัดถนน มีกำแพงอิฐ บ้านเรือนสร้างด้วยอิฐมีระบบระบายน้ำสองท่อทำด้วยดินเผาอยู่ข้างถนน เพื่อรับน้ำที่ระบายจากบ้านมีอักษรภาพใช้ พบโบราณวัตถุรูป แกะสลักหินชายมีเครา มีแถบผ้าคาด มีตราประทับตรงหน้าผาก และรูปปั้นเด็กหญิงเต้นระบำ เป็นรูปปั้นที่เก่าแก่อายุมากถึง 4,500 ปีมีการขุดพบในปี 1926  

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น / 

นำท่านเดินทางกลับสู่เมืองซัคเกอร์ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

ค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม .............. ระดับ 4 ดาวท้องถิ่น

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

วันที่ห้า ซัคเกอร์  – บีบี จาวานดิ–บาฮาวัลปูร์

เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯพร้อมเช็คเอ้าท์

นำท่านเดินทางออกสู่เมืองบาฮาวัลปูร์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

ระหว่างทางแวะชมสุสานบีบี จาวานดิ  อนุสาวรีย์1 ใน 5 ของมูฮัมหมัดแห่งแคว้นปัญจาบของปากีสถาน ที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรมและถือเป็นมรดกโลก ถูกสร้างขึ้นใน 1493 โดยพระราชวงศ์จากอิหร่าน  Dilshad  สำหรับสุสานบีบีจาวานดิซึ่งเป็นหลานสาวของนักบุญที่มีชื่อเสียง สุสานแห่งนี้รูปแบบก่อสร้างแปดเหลี่ยมและได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลก 

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เดินทางต่อสู่เมืองบาฮาวัลปูร์ เจ้านครรัฐของบาฮาวาพัวก่อตั้งขึ้นในปี 1802 โดยมหาเศรษฐีโมฮัมหมัด Bahawal มหาเศรษฐีโมฮัมหมัดข่าน Bahawal III ลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1833 ให้หลักประกันความเป็นอิสระของมหาเศรษฐีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1947 เมื่อมหาเศรษฐี Sadiq มูฮัมหมัดข่านบาตัดสินใจร่วมกับปากีสถานหลังจากได้รับอิสระจากอังกฤษทำให้ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีในขณะนั่นทำให้ประชาชนผู้นับถือฮินดูซิกข์และชนกลุ่มน้อยอพยพย้ายไปประเทศอินเดียในขณะที่ผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมจากประเทศอินเดียตัดสินกลับมาอยู่ในเมืองบาฮาวัลปูร์ แทน

นำท่านเที่ยวชมเมืองบาฮาวัลปูร์ เมืองที่สำคัญของจังหวัดปัญจาบ ความเป็นเมืองที่ได้พัฒนาตั้งแต่ปี 1947จวบจนปัจจุบันทำให้เมืองบาฮาวัลปูร์เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมการค้าขาย การพาณิชย์และพัฒนาตนเองรวดเร็ว

ค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม ............ระดับ 4 ดาวท้องถิ่น

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

วันที่หก บาฮาวัลปูร์ –ป้อมเดลาวาร์ - มุลตาร์ 

เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯพร้อมเช็คเอ้าท์

เดินทางต่อสู่ป้อมเดลาวาร์ ประกอบด้วย 40 ป้อมใช้ในการรบ ด้วยความสูงถึง30เมตรและครอบคลุมพื้นที่ 1500 เมตร สร้างขึ้นโดย Jajja Bhatti ของตระกูล Bhatti  ในศตวรรษที่ 18 ป้อมปราการที่ถูกยึดครองโดยชาวมุสลิมวาบ Bahawalpur จากชนเผ่า Shahotra มันได้รับการบูรณะในภายหลังโดยผู้ปกครอง Abbasi แต่ใน 1747 ป้อมหลุดจากมือของพวกเขาเนื่องจากข่าน Shikarpur มหาเศรษฐีบาข่าน เอามั่นกลับมาอยู่ใน 1804 ป้อมนี้ในอดีตอย่างมีนัยสำคัญที่มีการจัดโครงสร้างอย่างมากและที่น่าประทับใจในหัวใจของทะเลทรายนำท่านขี่อูฐเดินล้อมๆ ป้อมใหญ่

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

ได้เวลาเดินทางต่อสู่ เมืองมุลตาร์ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

เมืองมุลตาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศปากีสถาน ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนกลางของประเทศและการคมนาคมขนส่ง

นำท่านเที่ยวชมหลุมชีคอีอะลาม หรือเรียกอีกชื่อว่า Rukn-UD-Din Abul Fath เป็นหลุมฝังศพแบบแปดเหลี่ยมเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นในเมืองมุลตาร์ การสร้างเปรียบเสมือนเสาหลักของโลก ชีคอีอะลาม เป็นทายาทผู้หนึ่งในกลุ่มนักบุญเซนต์ซูฟิ ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเมืองมุลตาร์ พระศพของ Shaikh Rukn-E-Alam (Rukn-AL-Din) ถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพของคุณปู่ของเขาที่เป็นไปตามความประสงค์ของเขาเอง แต่โลงศพ ของเขาถูกย้ายไปที่หลุมฝังศพในปัจจุบันซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่าง 1320 และ 1324 นักบุญยังคงเป็นที่เคารพนับถือในวันนี้และหลุมฝังศพของเขาเป็นจุดสำคัญของการแสวงบุญกว่า 100,000 ผู้แสวงบุญจากทั่วภูมิภาคในการเยี่ยมชมและระลึกถึงเขา อาคารหลุมฝังศพเป็นรูปแปดเหลี่ยม 51 ฟุต 9 นิ้วในเส้นผ่าศูนย์กลางภายในด้วยผนัง 41 ฟุต 4 นิ้วสูง 13 ฟุตหนา 3 นิ้ว

ค่ำ เข้าสู่ที่พักโรงแรม ................ระดับ 4 ดาวท้องถิ่น

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

วันที่เจ็ด มุลตาร์ – ฮะรัมปา –ลาฮอร์ 

เช้า รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯพร้อมเช็คเอ้าท์

นำท่านออกเดินทางสู่เมืองฮะรัมภา ประมาณ 3.30 ชั่วโมง

อดีตเมืองโบราณที่มีซากปรักหักพังของเมืองมีป้อมยุคสำริดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมลุ่มแน่น้ำสินธุวัฒนธรรมสุสานและอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุใน และวัฒนธรรมการสร้างบ้านหลังรูปปั้นดินเหนียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมืองโบราณของฮะรัมปาได้รับความเสียหายอย่างหนักในช่วงที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ 

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านเดินทางต่อสู่เมืองละฮอร์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

เป็นเมืองหลวงของรัฐปัญจาบ มีหลายสิ่งมากมายในดินแดนที่ห่างเมืองลาฮอร์มาเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นในสมัยราชวงศ์โมกุล พระเจ้าอักบาร์ แห่งราชวงศ์โมกุลมาสร้างวัง และสุสานของพระราชวงศ์ที่ส่งมาครองอยู่ที่นี่มีอยู่หลายแห่ง รวมทั้งที่ตั้งของทำเนียบผู้ว่าการของแคว้นปัญจาบ ที่อยู่ในส่วนของปากีสถานนี้ด้วยต่อมาเมืองลาฮอร์ถูกโจมตีและถูกยึดโดยกษัตริย์ซิกห์ พระเจ้ารณชิตสิงห์ กษัตริย์ซึ่งเป็นซิกห์ ก็ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ และเป็นเมืองหลวงของรัฐปัญจาบ จนเมื่อประเทศปากีสถานแยกตัวออกมาจากอินเดีย

ค่ำ เข้าสู่ที่พักโรงแรม ....................ระดับ 5 ดาวท้องถิ่น 

รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรม

วันที่แปด                  พิพิธภัณฑ์ ลาฮอร์– ป้อมปราการ– อุทยานชาลิมาร์– สนามบินลาฮอร์

เช้า  รับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯ

นำท่านชม พิพิธภัณฑ์ลาฮอร์ ประวัติศาสตร์ที่มีค่ามากมายได้ถูกแสดงไว้ ซึ่งมีห้องแสดงโชว์หลายห้อง จาก คันทราราฎษ์,ศาสนาพุทธ, เจน, โมกุล และ สมัยอาณานิคม ตั้งแต่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุที่ขุดค้นได้จากเมืองโมเหนโจ ดาโรและ เมืองฮารัปปา มีพระพุทธรูปศิลปะคันธาระที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในโลก โดยเฉพาะพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกข์กิริยาอันมีชื่อเสียง สามารถถ่ายทอดสรีระกล้ามเนื้อเส้นเอ็นได้สมจริงอย่างน่าอัศจรรย์ 

นำท่านชม ป้อมปราการแห่งลาฮอร์ ซึ่งเป็นมรดกโลกตามคำประกาศของยูเนสโก้ถูกสร้างในศตวรรษที่ 11 หลังคริสตกาล เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่สามารถเห็นความแตกต่างของสถาปัตยกรรมโมกุล ในแต่ละยุคสมัยของผู้ปกครองที่ได้สร้างต่อเติม ป้อมลาฮอร์เป็นพระราชวังโบราณสร้างโดยจักรพรรดิอักบาร์ในระหว่างปี 2099-2149 บนฐานของเชิงเทินโบราณได้รับการต่อเติมโดยจักรพรรดิโมกุลองค์ต่อๆ มา เช่น จะฮานกีร์และราชโอรสรวมไปถึงชาห์จะฮาน ผู้ก่อสร้างทัชมาฮาล 

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านชมสุเหร่าบัดซาฮิ หรือ สุเหร่าหลวง ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้านหน้าของสุเหร่าเป็นลานกว้าง มีหอสวดมนต์ที่จุคนได้ราวสองพันคนลานกว้างของมัสยิดนี้จุคนได้ราวห้าหมื่นคน  สุเหร่าบัดซาฮิถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 100 ปีและได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพที่เห็นในปี พ.ศ. 2503

ชมอุทยานชาลิมาร์ สวนหลวงที่สร้างโดยพระเจ้าชาร์จาฮานเพื่อเป็นที่เสด็จประพาสนอกเมือง อุทยานล้อมรอบด้วยกำแพง ปลูกพลับพลาจัดสวนประตูน้ำพุและสระน้ำตามผังแบบเรขาคณิตอันเป็นรูปแบบศิลปะโมกุล

เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น /นำท่านเดินทางกลับสู่สนามบิน 

23.30  ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบิน TG350

วันที่เก้า สุวรรณภูมิ  

06.15  ถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ