ตามรอยความเก่าแก่ของพุทธศาสนา ณ ถ้ำอชันตา อินเดีย

เสน่ห์ของนครออรังกาบาดนั้นอยู่ที่ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความจริงของคำกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้จากสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่มากมายในนครแห่งนี้ และที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างก็คือ แม้จะโดดเด่นด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านครแห่งนี้จะเป็นแค่พิพิธภัณฑ์ไร้ชีวิตที่มีมนต์เสน่ห์แต่เฉพาะนักวิชาการที่คลั่งไคล้โบราณสถานเท่านั้น หากได้เข้าชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายๆ แห่ง ก็จะพบว่ามนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ของที่นี่สามารถตอบสนองต่อความสนใจด้านประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวได้หลายๆแบบอีกด้วย

สำหรับนักท่องเที่ยวผู้มีชมชอบไปทางด้านศิลปกรรมทางศาสนา นครแห่งนี้ก็ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ศิลปกรรมทางศาสนาที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกถึง 2 แห่ง และก็ยังมีกลุ่มถ้ำอื่นๆ ที่แม้ไม่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก แต่ก็มีความสำคัญและน่าสนใจไม่แพ้กัน

กลุ่มถ้ำกลุ่มแรกที่จะแนะนำก็คือ กลุ่มถ้ำอชันตะ(Ajanta) ซึ่งเป็นกลุ่มถ้ำทางพุทธศาสนา ที่ได้รับการประกาศจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 2526 อยู่ห่างจากตัวนครออรังกาบาดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 107 กิโลเมตร ชื่อของกลุ่มถ้ำนี้ตั้งตามชื่อหมู่บ้านอชันตะในบริเวณที่อยู่ห่างออกไป 12 กิโลเมตร

กลุ่มถ้ำนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาสหยาทรี (the Sahyadri hills) สร้างโดยการเจาะช่องกลางหน้าผาและแกะสลักเนื้อหินเพื่อตกแต่งภายใน กลุ่มถ้ำเรียงตัวเป็นรูปเกือกม้าจากตะวันออกไปตะวันตกไปตามแนวแม่น้ำวโฆระ (Waghora – แปลว่า เสือ ในภาษามราฐีท้องถิ่น) ที่ไหลเลียบตีนผาเบื้องล่าง ในปัจจุบันถ้ำทุกถ้ำถูกเชื่อมถึงกันโดยระเบียงทางเดินหินด้านหน้า ในสมัยโบราณนั้น ภายในถ้ำทุกถ้ำก็ยังถูกเชื่อมถึงกันโดยขั้นบันไดหินแกะสลัก แต่ปัจจุบันบันไดได้พังไปเสียส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มถ้ำนี้ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2362 โดยคณะกลุ่มทหารที่ติดตามกองทัพแห่งเขตการปกครองมัทราส (Madras Presidency) ซึ่งนำโดยร้อยเอกจอห์น สมิธ ในขณะออกล่าเสือ

กลุ่มถ้ำอชันตะประกอบด้วยถ้ำ 29 ถ้ำ ซึ่งไม่ได้ถูกสร้างในยุคเดียวกันทั้งหมด แต่ได้รับการสร้างเพิ่มเติมต่อเนื่องกันมา และใน 29 ถ้ำนี้ มี 5 ถ้ำ (ถ้ำหมายเลข 9, 10, 19, 26, 29) เป็นอุโบสถเพียงอย่างเดียว กล่าวคือเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ขนาดย่อมและพระพุทธรูป ในขณะที่ถ้ำที่เหลืออีก 24 ถ้ำนั้นเป็นวิหาร กล่าวคือ มีทั้งพระพุทธรูปและห้องกุฎิของพระ ถ้ำทั้งหมดนี้สามารถแบ่งตามยุคของศิลปะที่ปรากฏได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มที่ 1 เรียกกันว่ากลุ่มยุคศิลปะหินยาน ซึ่งประกอบด้วยถ้ำหมายเลข 9, 10, 12 สร้างในสมัยราชวงศ์สาตวาหนะ ลักษณะเด่นของถ้ำกลุ่มหินยานนี้ก็คือมีลักษณะการตกแต่งที่เรียบง่าย ไม่วิจิตรพิสดาร ไม่มีรูปหรือรูปภาพของพระพุทธเจ้า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในที่แนวคิดหินยานมีอิทธิพลอยู่นั้นศิลปินจะไม่นิยมแทนพระพุทธเจ้าในรูปของมนุษย์ แต่นิยมแทนพระพุทธเจ้าด้วยสัญลักษณ์เช่นช้าง ดอกบัว ธรรมจักร บัลลังก์ รอยพระพุทธบาทหรือเจดีย์ขนาดย่อม เป็นต้น ในส่วนที่เป็นอุโบสถนั้นจะเห็นว่ามีเจดีย์เป็นพระประธาน แทนที่จะเป็นพระพุทธรูป ส่วนภาพเขียนนั้นก็นิยมเขียนลายดอกไม้และรูปสัญลักษณ์สัตว์ต่างๆ ถ้ำหมายเลข 10 เป็นถ้ำที่เก่าแก่ที่สุด ส่วนถ้ำหมายเลข 12 นั้นเป็นวิหารยุคเก่าแก่ที่สุด

กลุ่มที่ 2 เรียกว่ากลุ่มศิลปะมหายาน ซึ่งคือถ้ำส่วนที่เหลือทั้งหมด ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์วากาตกะ (the Vakataka Dynasty) ประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 ถึง 11 และบางถ้ำยังสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ราษฏระกูฏในพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 13 ศิลปะของถ้ำกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่วิจิตรพิสดารกว่าในกลุ่มหินยานมาก เพราะมีการแกะสลักภาพนูนสูง รวมถึงมีการแกะสลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือภาพเขียนสีบทฝาผนังถ้ำที่วิจิตรงดงามอย่างมาก เพราะสามารถแสดงถึงความมีชีวิตชีวา ความสงบเย็น รวมถึงสามารถสื่อถึงความเมตตาของพระพุทธเจ้าและบรรดาพระโพธิสัตว์ได้อย่างชัดเจน ภาพเขียนเหล่านี้ก็บอกเล่าเรื่องราวในชาดกและพุทธประวัติตอนต่างๆ โดยภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดและถือเป็นสัญลักษณ์ของอชันตะก็คือ ภาพเขียนพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (วัชระปาณี - แปลว่าผู้ถือสายฟ้า) และพระโพธิสัตว์ปัทมะปาณี (หมายความว่าผู้ถือดอกบัว) บนผนังถ้ำที่ 1 ถ้ำที่ 26 ซึ่งภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์แกะสลักขนาดใหญ่และก็ยังมีพระพุทธรูปท่านั่งประทับบนบัลลังก์ที่ประดิษฐานด้านหน้าองค์เจดีย์ขนาดย่อม

กลุ่มถ้ำเอลโลร่า 
มรดกโลกชิ้นต่อมาก็จะนำเสนอก็คือ กลุ่มถ้ำเอลโลร่า (Ellora Caves) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ในปีเดียวกันกับอชันตะ โดยตั้งอยู่ในเทือกเขาจรนันทรี (the Charanandri Hills) ห่างจากตัวนครออรังกาบาดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 30 กิโลเมตร กลุ่มถ้ำเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในภาษามราฐีท้องถิ่นว่า ถ้ำเวรุล เลนี (Verul Leni) สร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 15 โดยเริ่มในสมัยราชวงศ์ราษฏระกูฏ (the Rashtrakutas) ต่อเนื่องมาถึงสมัยราชวงศ์จลุกยะ (the Calukyas) ประกอบด้วยถ้ำทั้งหมด 34 ถ้ำ เรียงตัวจากเหนือไปใต้เป็นระยะทางรวมกันประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มตามศาสนา ดังนี้

กลุ่มแรกสุดคือกลุ่มถ้ำทางพุทธศาสนา ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 12 ถ้ำ สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 13 โดยมีชื่อเรียกรวมๆกันว่า กลุ่มถ้ำวิศวกรรม (Vishvakarma) ทุกถ้ำเป็นวิหาร ยกเว้นถ้ำหมายเลข 10 ที่เป็นอุโบสถ ลักษณะที่น่าสังเกตของถ้ำกลุ่มนี้คือจะมีขนาดใหญ่โตและมีการตกแต่งที่วิจิตรพิสดารเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้กลุ่มถ้ำฮินดูที่อยู่ทางเหนือ 

ในบรรดาถ้ำกลุ่มนี้ ถ้ำหมายเลข 6 มีลักษณะโดดเด่นคือภายในมีประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์หญิงตารา (Tara) ซึ่งเป็นเทพีแห่งการหลุดพ้นและเชื่อกันว่าสามารถบันดาลให้เกิดความสำเร็จในหน้าที่การงาน และประติมากรรมรูปเทพีมหามยุรี (Mahamayuri) ซึ่งถือสัญลักษณ์แห่งปัญญาและความรู้ และถ้ำที่ 2 ซึ่งเป็นห้องขนาดใหญ่ ค้ำจุนด้วยเสาหินขนาดใหญ่ 12 ต้น และมีประติมากรรมพระพุทธรูปนูนสูงของพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆที่เคยอุบัติมาแล้ว เรียงรายบนกำแพง และบทผนังทั้ง 2 สองด้านของช่องทางเดินสู่ห้องพระประธานนั้นก็ประดับด้วยรูปสลักนูนสูงพระโพธิสัตว์อโลกิเตศวร (ปัทมปาณี) และพระศรีอาริยเมไตรย์ และก็มีถ้ำที่ 11 และ 12 ที่เจาะหน้าผาเป็นวิหาร 3 ชั้น โดยชั้นบนสุดจะเป็นห้องที่กว้างที่สุดและตกแต่งสวยงามที่สุด ซึ่งในส่วนของถ้ำที่ 11 นั้นจะมีทั้งห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและเทวรูปพระคเณศ กับพระแม่ทุรคา ในขณะที่บนผนังห้องประดิษฐานพระประธานของถ้ำที่ 12 จะมีรูปสลักนูนสูงขนาดใหญ่ของพระโพธิสัตว์ 5 พระองค์และขนาบด้วยพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ 

กลุ่มถ้ำฮินดูซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 13 ถ้ำ โดยเริ่มจากถ้ำที่ 17 จนถึงถ้ำที่ 29 สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 15 ถ้ำกลุ่มนี้จะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มถ้ำพุทธและกลุ่มถ้ำเชน บนผนังวิหารฮินดูจะมีภาพสลักนูนสูงและประติมากรรมแผงบอกเล่าเรื่องราวจากปกรณัมฮินดู และส่วนใหญ่จะเป็นถ้ำของไศวะนิกาย และที่เหลือจะเป็นไวษณพนิกาย

ถ้ำที่โดดเด่นที่สุดคือถ้ำหมายเลข 16 หรือวิหารไกรลาศ ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระเจ้ากฤษณะที่ 1 แห่งราชวงศ์ราษฏระกูฏ วิหารแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของเอลโลร่าเลยก็ว่าได้ เพราะมีความวิจิตรงดงามในศิลปะการแกะสลักหินมากที่สุด โดยเกิดจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูกเป็นรูปทรงคล้ายพระปรางค์ สร้างเลียนแบบเขาไกรลาส มีซุ้มประตูทางเข้า (โคปุระ) สูงสองชั้น ถัดเข้ามาด้านในก็จะเป็นนนทิมณฑปที่ประดิษฐานรูปสลักลอยตัวของโคนนทิ พาหนะของพระศิวะ ถัดมาเข้าอีกเป็นตัววิหารสองชั้น โดยชั้นบนประดิษฐานศิวลึงค์ รอบฐานวิหารหลังที่สองจะล้อมรอบด้วยประติมากรรมนูนสูงรูปช้าง เพื่อให้เกิดจินตนาการประหนึ่งว่าวิหารตั้งอยู่บนหลังของกลุ่มช้างเหล่านี้ รอบตัววิหารไกรลาศก็จะเป็นเวิ้งระเบียงคดรูปตัวยู ซึ่งบนผนังแกะสลักภาพนูนสูงบอกเล่าวีรกรรมของพระศิวะและทศอวตารของพระวิษณุ และระหว่างเวิ้งระเบียงคดกับตัววิหารจะเป็นลานหินโล่งๆ นอกจากนี้ทางผนังด้านหลังของตัววิหารจะมีประติมากรรมแผงบอกเล่าเนื้อเรื่องจากมหากาพย์รามายณะตอนที่ทศกัณฑ์กำลังยกและเขย่าเขาไกรลาศเพื่ออวดอำนาจของตนแต่พระศิวะกลับนิ่งและใช้แค่นิ้วเท้าของพระองค์ประคองเขาทั้งลูกไว้ 

กลุ่มถ้ำเชน ซึ่งได้แก่ถ้ำที่ 30 ถึง 34 ถือเป็นถ้ำกลุ่มที่ถูกสร้างหลังสุด คือ สร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 16 โดยศาสนิกชนเชนนิกายทิฆัมพร (ศาสนาเชน*มี 2 นิกาย คือ นิกายทิฆัมพร ซึ่งยังคงนิยมให้นักบวชเปลือยกาย ในขณะที่นิกายเศวตัมพร จะนิยมให้นักบวชนุ่งห่มผ้าคลุมสีขาว) ถ้ำเหล่านี้จะไม่ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนกับถ้ำฮินดูและถ้ำพุทธ ซึ่งนี่สะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์พรตนิยม (Asceticism) แบบยิ่งยวดของศาสนาเชนอย่างชัดเจน กล่าวคือ เน้นความมัธยัสถ์อย่างยิ่งยวด แต่อย่างไรก็ตาม ความวิจิตรพิสดารของศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ในถ้ำก็ได้ทรยศขนาดอันมัธยัสถ์ของถ้ำ ดังจะเห็นได้จากที่มีภาพเขียนบนเพดานถ้ำที่มีสีสันสดใสและดูมีชีวิตชีวา แม้ปัจจุบันภาพจะเสียหายไปบ้างตามกาลเวลา หรือลวดลายและภาพสลักตามผนังถ้ำที่มีความละเอียดและพิถีพิถันอย่างมาก

ในบรรดาถ้ำทั้ง 5 ถ้ำของศาสนาเชนนี้ ถ้ำที่เด่นคือ ถ้ำที่ 32 นั้น เรียกว่า อิทรสภา (Indra Sabha) ซึ่งเป็นวิหาร 2 ชั้น โดยชั้นบนนั้นมีภาพสลักสวยงามมากกว่าชั้นล่าง โดยเฉพาะภาพดอกบัวบนเพดานถ้ำที่ยังคงมีร่องรอยของสีที่ฉาบไว้ในอดีต และก็มีเสาขนาดใหญ่ที่มีลวดลายที่ละเอียดงดงามอย่างมาก ห้องใจกลางของวิหารเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักของท่านมหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน โดยมีรูปสลักนูนสูงรูปนางยักษีมตังคะ (Matanga) ซึ่งแสดงถึงความมั่งคั่งและสิทธยิกะ (Siddhayika) ซึ่งแสดงถึงความกรุณา ยืนเฝ้าหน้าประตู ภาพสลักทั้งสองโดยเฉพาะภาพแรกนั้นมีลวดลายที่ละเอียดงดงามมาก นอกจากนี้ ตามผนังถ้ำตรงบริเวณทางเดินเข้าไปสู่ห้องใจกลางนั้นก็จะมีภาพสลักรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง สิงห์โต และภาพสลักรูปติรถังกร (Tirthankara – ติรถังกร คือศาสดาของศาสนาเชน ซึ่งมีอยู่ 24 องค์ และองค์สุดท้ายคือท่านมหาวีระ ศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาเชน อย่างเป็นทางการ) ท่านอื่นๆ โดยที่พบบ่อยก็คือ ภาพสลักของปรรศวนาถ (Parshvanatha - ติรถังกรองค์ที่ 23) และท่านโคมเตศวร (Gomateshvara - บุตรของท่านฤษภนาถ [Rishabhanatha] ซึ่งเป็นติรถังกรองค์แรกตามคติของศาสนาเชน)

* หมายเหตุ 

ศาสนาเชน (Jainism) เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในแผ่นดินอินเดีย เกิดก่อนพุทธศาสนาเพียงเล็กน้อย คำว่า เชน มาจากคำว่า ชินะ แปลว่า ผู้ชนะ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นถือว่าศาสนานี้ก่อตั้งโดยท่านมหาวีระ (Mahavira) ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ซึ่งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพุทธศาสนาอื่นๆจะเรียกท่านว่า นิคันถะ นาตปุตตะ ในภาษาบาลี หรือ นิครันถะ นิครันถะ นาฏปุตระ ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ผู้หลุดพ้นจากกิเลส อย่างไรก็ตาม คติของศาสนาเชนถือว่าท่านมหาวีระเป็นเพียงศาสดาท่านหนึ่ง เรียกว่า ติรถังกร (Tirthankara) โดยก่อนหน้านั้นได้มีติรถังกรมาแล้ว 23 ท่าน ซึ่งท่านแรกชื่อ ฤษภนาถ (Rshabhanatha) และท่านที่ 23 นั้นชื่อ ปรรศวนาถ (Parshvanatha) ท่านมหาวีระถือเป็นท่านสุดท้าย

คำสอนของศาสนาเชนนั้นเน้นปฏิบัติตามแนวหลักความไม่เบียดเบียนอย่างยิ่งยวด และนิยมการใช้ชีวิตตามแนวพรตนิยมแบบเคร่งครัด เพื่อที่จะให้สามารถบรรลุสู่นิพพาน ซึ่งในบริบทของศาสนาเชนหมายถึงการที่วิญญาณหลุดพ้นจากอนุภาคกรรมที่เป็นสาเหตุให้มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิด

คัมภีร์รวบรวมคำสอนของศาสนาเชนไว้ เรียกว่า อังคะ (Anga) ซึ่งมีด้วยกัน 12 หมวด ซึ่งรวบรวมขึ้นหลังจากมหาวีระปรินิพพานแล้ว 160 ปี แต่เพิ่งมาได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 10 โดยบันทึกเป็นภาษาปรากฤต ซึ่งเป็นภาษาดั่งเดินของอินเดียก่อนที่จะมีการพัฒนาเป็นภาษาสันสกฤต

ศาสนาเชนแบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือ นิกายทิคัมพร ซึ่งนักบวชนิยมการเปลือยกาย และนิกายเศวตัมพร ซึ่งนิยมการห่มจีวรสีขาว แทนการเปลือยกาย และยอมรับการมีบทบาทและศักยภาพของสตรีในด้านการศาสนา

ศาสนิกชนเชนส่วนมากจะอยู่กระจัดกระจายกันถทั่วประเทศอินเดีย แต่กระจุกตัวกันมากอยู่ในรัฐกรรนาฏกะ รัฐทมิฬนาฑู ทางตอนใต้ของรัฐมหาราษฎร์ ในรัฐคุชราต รัฐราชสถาน รัฐอุตรประเทศ และรัฐมัธยประเทศ 

 

 

 

 

 

 

บทความท่องเที่ยว ข่าวประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยว

TOP